ข้อเข่าเสื่อม..อาการที่ไม่ควรมองข้าม ข้อเข่าเสื่อม..อาการที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อเข่าเสื่อม..อาการที่ไม่ควรมองข้าม

หากใครที่กำลังมีอาการปวดเข่า จะงอ จะยืด ก็ปวดไปหมด ไม่รู้ว่าอาการที่ตัวเองกำลังเป็นนั้นเป็นอาการของข้อเข่าเสื่อมหรือไม่ วันนี้เราจึงบทความดีๆ อย่าง ข้อเข่าเสื่อม..อาการที่ไม่ควรมองข้าม มาให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ

ข้อเข่าเสื่อม เกิดจากอะไร

เกิดจากผิวข้อเสื่อมสภาพตามกาลเวลา หรือการเปลี่ยนแปลงภายในข้อทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลาย และร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมกระดูกอ่อนผิวข้อได้ทัน เมื่อมีเลือดมาเลี้ยงกระดูกอ่อนผิวข้อน้อย จึงส่งผลทำให้การได้รับสารอาหาร และออกซิเจนของเซลล์กระดูกอ่อนนั้นไม่เพียงพอ และไม่สามารถสังเคราะห์สารต่างๆที่จำเป็นในซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ ทำให้ข้อที่เสื่อมและไม่สามารถรับน้ำหนักได้ จนเกิดอาการเจ็บปวดขึ้นที่ข้อเข่านั่นเอง

สาเหตุของข้อเข่าเสื่อม
สาเหตุของข้อเข่าเสื่อม

หลายคนคงอาจเข้าใจว่าอาการเสื่อมของเข่านั้น จะเป็นเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วข้อเข่าเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้กันทุกวัย เพราะสาเหตุของการเสื่อมของข้อเข่ามีด้วยกันหลายสาเหตุ ดังนี้

  1. อายุที่มากขึ้น มักเริ่มมีอาการในช่วงอายุ 40 ปีขึ้น และผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปนั้ามีโอกาสเป็นอาการนี้ได้ถึง 40%
  2. เพศ เพศหญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็นอาการนี้ มากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า
  3. น้ำหนักที่มากจนเกินไป การที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นนั้นจะเพิ่มแรงกระแทกกับข้อเข่ามากขึ้น อีกทั้งเซลล์ไขมันที่มีมากเกินไปนั้นส่งผลให้เซลล์กระดูกและเซลล์กระดูกอ่อนเสื่อมเร็วขึ้น
  4. กิจกรรม การทำกิจกรรม หรือการทำกิจวัตรประจำวัน ที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามากยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของอาการ เช่น การวิ่งมาราธอน การเดินขึ้นลงบันได
  5. อุบัติเหตุ การได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่บริเวณข้อเข่า เส้นเอ็น หรือการบาดเจ็บเรื้อรังจากการออกกำลังกาย
  6. อาการประจำตัว การมีอาการประจำตัวที่ส่งผลกับข้อเข่า เช่น อาการข้ออักเสบรูมาตอยด์ และอาการเกาต์

อาการข้อเข่าเสื่อมเป็นอย่างไร

โดยทั่วไปแล้วมักจะค่อยๆเกิดขึ้นอย่างช้าๆ รวมถึงความรุนแรงของอาการก็จะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลาด้วยเช่นกัน หากมีอาการปวดข้อเข่าและต้องการตรวจสอบว่าตัวเองเป็นอาการข้อเข่าเสื่อมหรือไม่ สามารถสังเกตได้ ดังต่อไปนี้

  1. ปวดเข่า มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าแบบเป็นๆ หายๆ มานานมากกว่า 6 เดือน หรือมีอาการปวดหลังจากการทำกิจกรรมที่มีแรงกดต่อผิวข้อเข่าเยอะๆ หรือเดินไกล เช่น ตอนนั่งยอง นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ ขึ้นลงบันได เดินท่องเที่ยว หรือตอนนั่งในรถที่แคบแล้วต้องนั่งงอเข่าเป็นเวลานาน ในระยะแรกหากเป็นข้อเข่าเสื่อมหลังทำกิจกรรมแล้วอาการปวดก็จะอยู่เพียงไม่นาน และจะหายไปได้เอง แต่หากเป็นระยะปานกลางขึ้นไปอาการปวดจะเป็นอย่างต่อเนื่องเวลาที่ไม่ได้ใช้งานข้อเข่า เช่น ตอนนอน ตอนนั่งพัก ก็ยังจะมีอาการปวดอยู่ และไม่สามารถหายไปได้เอง หรือถึงหายแต่ก็ไม่หายขาดอยู่ดี
  2. ข้อเข่าติด หรือฝืดตึง โดยจะสามารถสังเกตได้ในตอนตื่นนอน ว่าเรามีอาการฝืดตึง เข่าติด หรือเคลื่อนไหวลำบากในตอนเช้าหรือไม่ หากไม่ได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายสักพัก พอกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้งก็มีอาการฝืดตึงรู้สึกว่าข้อต่อนั้นขาดความยืดหยุ่น หรือมีอาการข้อเข่าติด เมื่อทำการยืดเหยียดหรืองอเข่าจะรู้สึกทำได้ไม่สุด
  3. มีเสียงในข้อเข่า มีเสียงดังกรอบแกรบในข้อเข่า ขณะที่เรามีการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น มีการงอเข่า หรือเหยียดเข่า
  4. มีจุดกดเจ็บบริเวณข้อเข่า เมื่อใช้มือกดลงไปตรงบริเวณข้อเข่าแล้วรู้สึกว่าเจ็บ
  5. ข้อเข่าผิดรูป จะสังเกตได้ว่ากระดูกบริเวณรอบๆข้อเข่ามีลักษณะโตขึ้น หรืออาจมีปุ่มกระดูกยื่นออกมา มีข้อเข่าที่โก่งผิดรูป
  6. มีอาการบวม บริเวณข้อเข่ามีอาการบวม เมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่าอุ่น ซึ่งเกิดจากการอักเสบภายในข้อเข่า

โดยอาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อข้อเข่าเสื่อมเข้าสู่ระยะปานกลางไปแล้ว

การรักษาข้อเข่าเสื่อม
การรักษาข้อเข่าเสื่อม

แพทย์จะประเมินระดับความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อม และจะแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้ป่วย โดยจะพิจารณาการรักษาที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันนั่นเอง แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อม มีดังต่อไปนี้

  1. การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อบริเวณต้นขา และกล้ามเนื้อข้อเข่าโดยรอบ เพราะถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรงก็จะช่วงพยุงข้อเข่า และสามารถถ่ายเทน้ำหนักจากข้อเข่ามาที่กล้ามเนื้อได้ดี ทำให้ข้อเข่าไม่ต้องรับน้ำหนักที่มากจนเกินไป
  2. การรักษาทางชีวภาพ เป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่ใช้ในการรักษาอาการผิดปกติของกระดูกอ่อน และน้ำเลี้ยงข้อเข่า ด้วยการฉีดน้ำเลี้ยงเข้าไปในข้อเข่าเพื่อบรรเทาอาการปวด และลดอาการฝืดตึงของข้อเข่า หรือฉีดสารสกัดจากเลือดที่มีความเข้มข้นของเกล็ดเลือดสูงกว่าปกติของผู้ป่วย
  3. การรักษาด้วยยา เพื่อลดอาการปวดข้อเข่าอาจเป็นแบบฉีดหรือแบบรับประทาน
  4. การทำกายภาพบำบัด เพื่อช่วยลดหรือบรรเทาอาการปวดบริเวณข้อเข่า ด้วยการทำอัลตราซาวด์ การใช้เลเซอร์รักษา และช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายของผู้ป่วยทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด
  5. การผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง เป็นการผ่าตัดรูปแบบใหม่ด้วยการใช้กล้องวิดีโอขนาดเล็กสอดเข้าบริเวณข้อเข่า และเชื่อมต่อสัญญาณกับจอภาพทำให้สามารถเห็นส่วนต่างๆภายในข้อเข่าได้อย่างชัดเจน วิธีนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่มีหมอนรองข้อเข่าขาด เอ็นข้อเข่าขาด กระดูกอ่อนแตก หรือข้อเข่าล็อค เป็นต้น โดยแพทย์จะทำการพิจารณาเป็นรายบุคคลไป
  6. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดอาการปวด เพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อเข่า โดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมนั้นในปัจจุบันสามารถทำได้อยู่ 2 วิธี นั่นก็คือ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน

เป็นยังไงกันบ้างคะกับบทความข้อเข่าเสื่อม..อาการที่ไม่ควรมองข้าม ที่เรานำมาฝากกันหวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้ทุกท่านหันมาใส่ใจข้อเข่าของตัวเองนะคะ แต่หากใครมีอาการปวดข้อเข่า ที่เป็นสัญญาณเริ่มแรกของอาการข้อเข่าเสื่อมแล้วล่ะก็ สามารถปรึกษา กับทางเรา BE_Health คลินิกกายภาพบำบัด ได้นะคะ เราเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00- 20.00 น.

สามารถจองคิวนัดปรึกษาอาการได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/behealthclinic.ayutthaya

หรือเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ : https://www.behealthphysical.com