มัดรวม 5 วิธีรักษาอาการ “นิ้วล็อค” ทั้ง 4 ระดับ มัดรวม 5 วิธีรักษาอาการ “นิ้วล็อค” ทั้ง 4 ระดับ

มัดรวม 5 วิธีรักษาอาการ “นิ้วล็อค” ทั้ง 4 ระดับ

เราเกิดในยุคที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน การเล่นโทรศัพท์มือถือนาน ๆ หรือวัน ๆ ต้องทำงานอยู่แต่หน้าจอคอมพ์ การหลีกเลี่ยงโรคนิ้วล็อคจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ถึงแม้โรคนิ้วล็อคจะไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ก็สร้างความรู้สึกเจ็บปวด ตึงเกร็งบริเวณโคนนิ้วมือ บทความนี้เราได้รวบรวมวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับอาการนิ้วล็อคในแต่ละระดับมาให้ทุกคนแล้ว

โรคนิ้วล็อคคืออะไร?

โรคนิ้วล็อคคืออะไร?

นิ้วล็อค (Trigger Finger) เป็นอาการที่นิ้วมือเกิดล็อคแข็ง หรืองอนิ้วแล้วไม่สามารถเหยียดนิ้วกลับมาตรงง่าย ๆ เหมือนปกติได้ เกิดจากการหนาตัวขึ้นของเปลือกหุ้มเส้นเอ็นที่อยู่ตรงกับกระดูกฝ่ามือ จึงทำให้เกิดการบวม อักเสบของเอ็นและเปลือกหุ้มเส้นเอ็นตรงนิ้ว ส่งผลให้ข้อนิ้วเคลื่อนไหวลำบาก มักเกิดขึ้นบ่อย ๆ กับนิ้วโป้ง นิ้วกลาง หรือนิ้วนาง ในบางครั้งอาจจะเกิดขึ้นกับนิ้วหลายนิ้วและนิ้วมือทั้ง 2 ข้างในเวลาเดียวกัน


ใครบ้างที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอาการนิ้วล็อค?

  1. ผู้สูงอายุที่มีการใช้งานนิ้วมือสะสมเป็นเวลานาน และการเสื่อมของเส้นเอ็นจากการใช้นิ้วมือมาก ๆ
  2. ผู้ที่มีโรคประจำตัวมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ้วล็อคมากขึ้น เช่น โรคเบาหวาน โรคเก๊าท์ และโรคไต
  3. คนที่เกร็งนิ้วมือบ่อย ถือหรือหิ้วของที่มีน้ำหนักมากเกินไป หรือใช้งานนิ้วมือติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ เช่น แม่บ้าน คนทำอาหาร ช่างทำผม ทันตแพทย์ ฯลฯ
  4. คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพ์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานโดยไม่พักช่วงการใช้งานนิ้วมือ เช่น พนักงานออฟฟิศ
  5. คนที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหักโหมมากเกินไป โดยเฉพาะกีฬาที่ต้องใช้ข้อมือและนิ้วมือเป็นหลัก เช่น แบดมินตัน และเทนนิส

โรคนิ้วล็อคแต่ละระดับมีอาการเป็นอย่างไรบ้าง?

อาการของคนที่นิ้วล็อคจะรู้สึกได้เมื่องอหรือยืดนิ้ว เหมือนข้อนิ้วตรงที่เกิดนิ้วล็อคนูน เกิดอาการนิ้วแข็ง ดังกึก เหมือนนิ้วถูกล็อคไว้ ส่วนมากจะมีอาการปวด และตึงข้อนิ้ว เมื่องอนิ้วกะทันหัน ซึ่งโรคนิ้วล็อคแต่ละระดับจะมีอาการแตกต่างกันออกไป ดังนี้


นิ้วล็อคระดับที่ 1 มีอาการเจ็บฝ่ามือและปวดบริเวณโคนนิ้วมือเป็นอาการหลัก และจะมีอาการปวดมากขึ้น ถ้าหากเอานิ้วกดบริเวณฐานนิ้วมือด้านหน้า แต่ยังไม่มีอาการติดสะดุดบริเวณโคนนิ้ว

นิ้วล็อคระดับที่ 2 มีอาการติดสะดุดเป็นอาการหลักจนตัวเองก็รู้สึกได้ เกิดจากเปลือกหุ้มเส้นเอ็นจะตีบแคบลง และมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นเวลาขยับนิ้วหรืองอนิ้วมือ แต่ผู้ป่วยยังใช้งานนิ้วมือและสามารถเหยียดนิ้วเองได้ปกติ

นิ้วล็อคระดับที่ 3 มีอาการติดล็อคเป็นอาการหลัก กำมือได้แต่เมื่องอนิ้วจะติดล็อคจนไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ ต้องใช้มือมาช่วยง้างออก ซึ่งในผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการติดล็อคจนไม่สามารถงอนิ้วกลับได้

นิ้วล็อคระดับที่ 4 มีอาการอักเสบและบวมมาก เกิดจากเปลือกหุ้มเส้นเอ็นตีบมากจนเอ็นไม่สามารถผ่านจุดคอดได้ กำมือไม่ได้ ถึงแม้จะใช้มือช่วยง้างนิ้วก็ปวดจนไม่สามารถเหยียดนิ้วให้ตรงจนสุดได้ ซึ่งในผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการที่ข้อนิ้วมืองอผิดรูปร่วมด้วย

วิธีการรักษาอาการนิ้วล็อค
วิธีการรักษาอาการนิ้วล็อค

การรักษาให้หายขาดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคนิ้วล็อค และการใช้งานนิ้วมือของผู้ป่วย

วิธีที่ 1 การพักผ่อนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ควรพักมือในส่วนที่เกิดอาการนิ้วล็อคจากการทำกิจกรรมที่ต้องใช้นิ้วมือและข้อมือในการออกแรงหรือยกแบกของที่มีน้ำหนักซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน

วิธีที่ 2 แช่น้ำอุ่น
การใช้ความร้อนเป็นวิธีลดอาการปวดที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อ โดยการนำมือข้างที่มีอาการนิ้วล็อคไปแช่น้ำในน้ำอุ่น 5-10 นาทีทุกเช้า และขยับนิ้วบริหารมือเบา ๆ ไม่ควรเพิ่มการอักเสบของเส้นเอ็นด้วยการกำมือแน่น

วิธีที่ 3 ใส่อุปกรณ์สำหรับดามนิ้ว (Splinting)
การใส่อุปกรณ์ดามนิ้วช่วยดามให้นิ้วอยู่นิ่ง ๆ ไม่เกิดอาการงอหรือเหยียดเกินไป เหมาะสำหรับผู้ที่เกิดอาการนิ้วล็อคบ่อย ๆ ในตอนเช้า อุปกรณ์จะช่วยป้องกันไม่เห็นนิ้วมือเกร็งหรืองอขณะนอนหลับ

วิธีที่ 4 รักษาด้วยการฉีดยาประเภทสเตียรอยด์
วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการนิ้วล็อคในระดับที่ 1-3 แพทย์จะทำการรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์ที่บริเวณโคนนิ้วมือ ช่วยลดอาการปวด บวม อักเสบได้ 2-3 เดือน และช่วยให้นิ้วมือสามารถขยับเคลื่อนไหวได้ตามปกติ ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกได้

วิธีที่ 5 รักษาด้วยการผ่าตัด
หากอาการนิ้วล็อคอยู่ในระดับรุนแรง หนักจนไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ แพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาแบบผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดนิ้วล็อคมีทั้งแบบเปิดและปิด ดังนี้

  1. การผ่าตัดแบบเปิด แพทย์จะทำการฉีดยาชาเฉพาะที่มีแผลผ่าตัด เพื่อกรีดผ่าปลอกหุ้มเอ็น เสร็จแล้วกลับบ้านได้ แต่หลังผ่าตัดต้องหลีกเลี่ยงการใช้งานหนักแและการสัมผัสแผลประมาณ 2 สัปดาห์
  2. การผ่าตัดแบบปิด ใช้เข็มเขี่ยหรือสะกิดปลอกหุ้มเอ็นออกผ่านผิวหนังจนแทบไม่มีแผลเป็นให้เห็น แต่อาจจะมีอันตรายต่อเส้นเอ็นและเส้นประสาทที่อยู่บริเวณข้างเคียงทำให้เกิดอาการปวดแผลเวลาขยับนิ้วมือ ข้อนิ้วติดแข็ง มีอาการชาบริเวณปลายนิ้ว

นิ้วล็อคเป็นอาการที่พบบ่อย สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้

สามารถจองคิวนัดปรึกษาอาการได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/behealthclinic.ayutthaya

หรือเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ : https://www.behealthphysical.com