อาการชาที่ขาหรือชาที่แขน
- อาการชาขา
เมื่อเกิดการกดทับของไขสันหลัง จะทำให้ไม่รู้สึกปวด แต่ส่งผลต่อการเดินที่ผิดปกติ เช่น รู้สึกมีอาการขาตึงผิดปกติ เวลาที่ก้าวเดินจะโคลงเคลงเหมือนว่าจะล้มง่าย ก้าวได้สั้น เดินตามคนอื่นแบบเร็วๆไม่ทัน การเดินจะคล้ายกับหุ่นยนต์ ซึ่งหากปล่อยไว้นาน จะส่งผลทำให้กล้ามเนื้อเกิดการลีบ และอาจส่งผลร้ายแรงจนเดินไม่ได้ในที่สุด - อาการชาแขน
สำหรับอาการปวดหรือชา รู้สึกอ่อนแรง บริเวณแขน ข้อศอก นิ้วมือ จนทำให้ไม่สามารถใช้มือเซ็นชื่อ ทำการเขียนหนังสือ เล่นดนตรี ติดกระดุม หรือลองทำงานละเอียดอ่อนได้เหมือนเดิม
ชาขาชาแขน.. สัญญาณบอกโรคที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ
หากเรารับรู้ถึงลักษณะของอาการชาในประเภทต่างๆ ที่ผิดปกติไปจากเดิมได้ ก็จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยโรค หรือรู้ว่าเป็นอะไรได้ในเบื้องต้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอาการรุนแรงก่อน ดังนั้นบริเวณที่ควรต้องระวัง มีดังนี้
- เมื่อรู้สึกชาขาจนถึงเท้า แต่ไม่รู้สึกชามือ
เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป และมีวิธีการแก้ไขที่แตกต่างกัน ดังนี้- ชาขาจากหลังเท้าขึ้นมาจนถึงหน้าแข้ง
อาการชาประเภทนี้ เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณใต้เข่าด้านนอก อาจเป็นเพราะการนั่งไขว่ห้าง นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบที่นานจนเกินไป สามารถแก้ไขโดยหลีกเลี่ยงการนั่งท่าต่างๆเหล่านี้ และเวลานอนไม่ควรใช้อะไรรองใต้ข้อพับเข่า - ชาบริเวณฝ่าเท้า
อาการชาประเภทนี้ เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ตาตุ่มด้านใน หรือในอุ้งเท้า แก้ไขได้โดยการเลิกท่าทางที่จะทำให้เกิดการชาขา และลดการยืนหรือเดินเป็นเวลานานๆ ควรนั่งพักบ้าง - ชาทั้งขาและเท้า
โดยรู้สึกชาขาที่ข้างใดข้างหนึ่ง โดยมักชาขึ้นมาถึงบริเวณใต้เข่า อาการนี้เกิดจากเส้นประสาทได้รับความบาดเจ็บบริเวณสะโพก - ชาขาบริเวณต้นขาด้านนอก
อาการชาประเภทนี้ มีสาเหตุจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ขาหนีบ การแก้ไขทำได้โดยควรหลีกเลี่ยงการงอพับบริเวณสะโพก - ชาขาจากสะโพกลงไปถึงเท้า
อาการชาประเภทนี้ เกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท นับว่าเป็นอาการที่รุนแรงและหากรักษาผิดวิธี อาจจะทำให้พิการได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือนักกายภาพบำบัด เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง และปลอดภัย
- ชาขาจากหลังเท้าขึ้นมาจนถึงหน้าแข้ง
- เมื่อรู้สึกชาขาบริเวณปลายเท้า และปลายมือเข้าหาลำตัว
หากมีอาการชาลักษณะนี้ สาเหตุมักเกิดจากปลายประสาทอักเสบ หรือปลายประสาทเสื่อม ซึ่งเกิดจากการขาดสารอาหารที่สำคัญบางชนิด ได้แก่ วิตามินบี 1 ,วิตามินบี 6 ,วิตามินบี 12 นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นจากการเป็นโรคบางชนิดด้วย อาทิเช่น โรคไต และโรคมะเร็ง เป็นต้น - เมื่อรู้สึกชามือ แต่ไม่รู้สึกชาขาหรือเท้า
เป็นอาการชาโดยเฉพาะที่มืออย่างเดียว ไม่ชาขาหรือเท้า จะสามารถแบ่งบริเวณของมือที่ชาออกเป็นส่วนๆได้ ดังนี้- ชาปลายนิ้วมือเกือบทุกนิ้ว แต่นิ้วก้อยไม่ชา หรือชาน้อยที่สุด
อาการชามือประเภทนี้ มักเป็นตอนกลางคืนหรือตอนตื่นนอน ส่วนตอนกลางวันก็สามารถเป็นได้เช่นกัน แต่จะเป็นเฉพาะการทำท่าบางท่าที่ไม่เหมาะสม หรือทำต่อเนื่องเป็นเวลานาน อย่างเช่น การชูมือสูง การขี่มอเตอร์ไซค์ การคุยโทรศัพท์ หรือใช้มือทำงานบางอย่างอย่างหนัก สาเหตุของอาการชานี้ เกิดขึ้นจากเอ็นกดทับเส้นประสาทตรงข้อมือ ซึ่งไม่อันตรายมากนัก วิธีแก้ไขสามารถทำได้เพียงต้องลดงานที่ใช้มือข้างนั้นลง เลี่ยงท่าทางที่ทำแล้วทำให้มือชา เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ หรือถ้าเป็นมากอาจต้องฉีดยาที่ข้อมือเพื่อบรรเทาอาการชา - ชาที่บริเวณนิ้วก้อย นิ้วนาง และขอบมือด้านเดียวกัน แต่ไม่เกินข้อมือ
อาการชาประเภทนี้ มักเกิดจากการที่เส้นประสาทถูกกดทับตรงข้อศอก การแก้ไขทำได้โดยการเลี่ยงท่าทางที่ทำให้ชา อย่างไรก็ตามถ้ารู้สึกชาแขนเลยบริเวณข้อมือขึ้นมาจนถึงข้อศอก มักจะมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณกระดูกไหปลาร้า ควรรีบปรึกษาแพทย์ในทันที - ชาบริเวณหลังมือไม่เกินข้อมือ โดยเฉพาะบริเวณง่ามระหว่างนิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้
อาการชาประเภทนี้ สาเหตุมักเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ต้นแขน การแก้ไขควรเลี่ยงการนั่งเอาแขนพาดพนักเก้าอี้ แต่หากรู้สึกชาเลยขึ้นมาที่แขน อาจเป็นเพราะเส้นประสาทบาดเจ็บบริเวณรักแร้ - ชาแขนลงไปถึงนิ้วมือ
อาการชาประเภทนี้ สาเหตุมักเกิดจากกระดูกต้นคอเสื่อม และมีผลต่อการกดทับเส้นประสาท หากมีอาการเช่นนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ดีที่สุด
- ชาปลายนิ้วมือเกือบทุกนิ้ว แต่นิ้วก้อยไม่ชา หรือชาน้อยที่สุด
อาการชาขาชาแชน หรือชาตามบริเวณต่างๆของร่างกายนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะมองข้ามกันไปได้ อีกทั้งรูปแบบของการชาก็หลากหลาย จนบางคนอาจจะแยกไม่ออก หรือทำการรักษาที่ผิดวิธี จนทำให้อาการทรุดลงได้ ดังนั้นหากยังไม่แน่ใจในอาการชาที่เป็นอยู่ว่าเกิดขึ้นจากอะไร ก็ลองไปปรึกษาแพทย์ เพื่อผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และรับการรักษาได้ทันท่วงที หากมีอาการชาแขนชาขา