อาการปวดเอวเกิดจากอะไร .. สามารถแบ่งได้เป็น 3 สาเหตุหลักๆ ดังนี้
-
เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณหลังผิดปกติ
จากการเคลื่อนไหวร่างกาย ท่าทาง อิริยบถและการใช้งานกล้ามเนื้อหลังที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน มโดยมักจะเกิดจากการทำงานที่ต้องก้มๆ เงยๆ การยกของหนัก นั่ง ยืน นอน หรือยกของในท่าที่ไม่ถูกต้อง การใส่รองเท้าส้นสูงมากจนเกินไป การนั่งเล่นเกมหรือนั่งทำงานนานจนเกินไป การนอนที่นอนนุ่มจนเกินไปทำให้เกิดแรงกดตรงกล้ามเนื้อสันหลังส่วนล่าง ทำให้เกิดอฝการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลัง ส่งผลให้ปวดตรงกลางหลังส่วนล่างหรือปวดเอว รวมถึงคนที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือคุณแม่ตั้งครรภ์ ก็อาจมีอาการปวดเองได้ -
เกิดจากการที่กระดูกสันหลังเคลื่อน
กระดูกสันหลัง หรือหมอนรองกระดูกสันหลังที่เอวเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาท เมื่อกระดูกสันหลังเสียความมั่นคงแข็งแรงไปและเสื่อมลง จะทำให้กระดูกสันหลังนั้นเคลื่อนได้ ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังและปวดเอวเมื่อมีการขยับ รวมถึงอาจมีการปวดร้าวลงมาที่ขาได้ เมื่อมีการเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาท -
เกิดจากไตอักเสบ หรือ มีนิ่วที่ไต
สำหรับใครที่ปวดเอวเนื่องจากไตอักเสบหรือมีนิ่วในไตนั้น มักจะมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย อย่างเช่น มีไข้ เวลาปัสสาวะอาจมีแสบ ขัด ขุ่น แล้วถ้าลองเคาะเบาๆ ที่เอวด้านที่ปวด จะรู้สึกเจ็บมากจนทนไม่ไหว
อาการปวดเอว ปวดไม่หาย ปวดเรื้อรัง มีอาการดังนี้
อาการปวดเอว หรือปวดด้านหลังส่วนล่างที่จะเกิดการปวดตรงใต้ซี่โครง และเหนือกระดูกเชิงกราน สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น เด็ก วัยรุ่น หนุ่มสาว หรือผู้สูงอายุก็สามารถเกิดปัญหาปวดเอวได้ทั้งนั้น หากมีการใช้ชีวิตที่ขาดความระมัดระวัง ทั้งนี้หากอาการปวดเอวนั้นเกิดขึ้นแค่ชั่วคราว ก็สามารถที่จะทำการแก้ไขได้ไปตามลักษณะของอาการ เพื่อให้บรรเทาความเจ็บปวดและทำให้ความเจ็บปวดเลือนหายไปได้โดยไม่ยากนัก แต่หากมีอาการปวดเอวแบบต่อเนื่อง ปวดยาวนานไม่หายซักทีนานกว่า 3 เดือนขึ้นไป อาการปวดเอวแบบเรื้อรังนี้ ก็อาจจะทำการรักษาด้วยตัวเองได้ยาก ซึ่งหากใครมีอาการปวดเองเรื้อรังควรที่จะไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาตั้งแต่ต้นตอของปัญหาอย่างถูกวิธี
วิธีการรักษาด้วยตนเองเมื่อมีอาการปวดเอว
-
ใช้ยาแก้ปวดชนิดรับประทาน
เพื่อบรรเทาอาการอักเสบ และความเจ็บปวด ด้วยการทานยาผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดเอวแบบฉับพลัน ให้ลดน้อยลง -
พักผ่อนร่างกาย
เมื่อเกิดอาการปวดเอวควรลดการเคลื่อนไหวของเอวให้น้อยลง -
ออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อ
อาทิเช่น การว่ายน้ำ หรือออกกำลังกายในสระน้ำอุ่น เพื่อเป็นการฟื้นฟูเสริมสร้างความแข็งแรงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บได้โดยง่าย -
จัดอุปกรณ์สนับสนุนการทำงานอย่างเหมาะสม
อาทิเช่น เก้าอี้ที่สามารถช่วยลดอาการปวดเอว หรือโต๊ะทำงานที่สูงในระดับที่เพียงพอ -
เอนหลังพักผ่อนบ้างในขณะทำงาน
เพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณเอว ที่จะก่อให้เกิดอาการปวดเอวในขณะที่ทำงานระหว่างวัน
วิธีการรักษาโดยแพทย์เมื่อมีอาการปวดเอว
-
การฝังเข็ม
เพื่อคลายจุดเกร็งของกล้ามเนื้อ โดยใช้เข็มสะกิดเพื่อให่เกิดการคลายตัวของ Trigger point อาการปวดก็จะหายไป โดยอาการปวดเมื่อมี Trigger point อาจมี refer pain ไปตามสะโพกได้ -
การฉีดยา
การฉีดกลูโคสเข้าไปที่บริเวณกล้ามเนื้อ ที่มีการอักเสบหรือได้รับบาดเจ็บ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซม และเร่งกระบวนการฟื้นฟูรักษาตามธรรมชาติ โดยจะใช้เครื่องอัลตราซาวน์ในการนำการฉีดยา เพิ่มความแม่นยำและความปลอกภัยในการฉีด รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการฉีดไปโดนเส้นประสาท -
การทำกายภาพบำบัด ด้วย 2 วิธี ดังนี้
-
Ultrasound therapy
จะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ เเละข้อต่อในชั้นลึก ช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และเพิ่มการไหลเวียนเลือด เพิ่มควมยืดหยุ่นให้กับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ทำให้สามารถลดอาการปวด และการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ -
High Power Laser therapy
ทำให้ปลายประสาทเกิกการกระตุ้น และยับยั้งกระบวนการปวด ช่วยลดอาการปวด บวม อักเสบ รวมถึงเลเซอร์ยังมีความร้อนที่ช่วยทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลในการนำเลือด และออกซิเจนมาเลี้ยงเซลล์มากขึ้น อีกทั้งยังเร่งการจำกัดของเสีย ช่วยลดการอักเสบ และที่สำคัญยังมีส่วนช่วยในการปรับพลังงานของเซลล์จากการกระตุ้นการขนส่งออกซิเจน และไมโตรคอนเดรียภายในเซลล์ให้รวดเร็วขึ้น ทำให้เซลล์มีการซ่อมแซมฟื้นฟูที่รวดเร็วมากขึ้น
-
Ultrasound therapy
การป้องกันอาการปวดเอว
อาการปวดเอวสามารถป้องกันได้ ด้วยการดูแลตัวเอง อาทิเช่น ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดื่มอย่างเหมาะสม ,มีการเปลี่ยนอิริยาบถในการนั่งทำงานให้ถูกต้อง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันที่เสี่ยงต่ออาการปวดเอว และควรออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกสันหลัง
หากใครมีอาการปวดเอวแค่ชั่วคราว ก็ลองนำวิธีการรักษาที่เราแนะนำไปปฎิบัติตัวตามได้ ใช้ระยะเวลาเพียงไม่นาน อาการปวดเอวก็จะหายไปได้เองตามธรรมชาติ แต่หากอาการปวดยังคงอยู่ ปวดไม่หาย อย่างยาวนานนั้นถือเป็นสัญญาณเตือนของอาการปวดเอวเรื้อรัง ซึ่งอาจทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และส่งผลเสียต่อร่างกายให้ทรุด แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา